วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ใบงานที่ ๕

ท่านจะนำประเด็นต่อไปนี้ไปใช้ในการเป็นครูที่ดีได้อย่างไร พร้อมยกตัวอย่างประกอบ
1.การอยู่ร่วมกันในหอพักนักศึกษา
การเป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องของการเข้าร่วมกิจกรรมของหอพัก การรักษากฏระเบียบของหอพัก ช่วยกันเป็นหูเป็นตากันภายในหอพัก การปลูกฝังให้นักเรียนได้เกิดความรับผิดชอบ เช่น การจัดตั้งเวรช่วยกันสอดส่องดูแลมิให้บุคคลภายนอกขึ้นมาบนหอพัก เพื่อป้องกันของสูญหายภายในหอพัก

2.การทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม
ฝึกให้นักเรียนรู้จักการทำงานเป็นกลุ่มโดยการให้ร่วมกันแก้ปัญหา วิเคราะห์ข้อดีและข้อเสียของแต่ละกลุ่ม แนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันวิเคราะหืปัญหาของชุมชน โดยการ SWOT

3.หากเราทะเลาะกันจะนำหลักการมนุษยสัมพันธ์ไปใช้ได้อย่างไร
ใช้โดยการพูดให้มีเหตุผลให้เกิดผลดีที่สุดสำหรับทั้งสองฝ่าย อาจจะใช้วิธีการพูด การแสดงการเคารพต่อกัน เป็นต้น

4.แนวคิดเชิงบวกเป็นอย่างไร
แนวคิดในเชิงบวกเป็นความคิดที่จะสร้างสิ่งดีๆให้กับบุคคลนั้น เช่น การทำงานถ้าบุคคลนั้นมีความคิดที่เป็นอคติต่อการทำงานแล้วบุคคลนั้นก้จะไม่มีความสุข แต่ถ้าบุคคลนั้นมีความคิดในเชิงบวกบุคคลนั้นจะสามารถทำงานได้อย่างมีความสุขแมประสิทธิภาพ

ใบงานที่ ๔

1.หลักการของการทำงานเป็นทีมควรเป็นอย่างไร
การทำงานเป็นทีมเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก ซึ่งการทำงานจะต้องมีการวางแผนที่ดีและเหมาะสม เพราะการทำงานกับบุคคลจำนวนมากจะเกิดข้อขัดแย้งในเรื่องของความคิดที่แตกต่างกัน บุคคลเหล่านั้นจะต้องมีภาวะที่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของการทำงานเป็นทีม และในการทำงานจะต้องมีการช่วยเหลือ เอื้อเผื้อกันในทุกเรื่องจะทำให้งานสำเร็จได้โดยเร็ว

2.มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้การทำงานเป็นทีมประสบผลสำเร็จ
2.1. บรรยากาศของการทำงานมีความเป็นกันเอง อบอุ่น มีความกระตือรือร้น และสร้างสรรค์ ทุกคนช่วยกันทำงานอย่างจริงจัง และจริงใจ ไม่มีร่องรอยที่แสดงให้เห็นถึงความเบื่อหน่าย

2.2. ความไว้วางใจกัน (Trust) เป็นหัวใจสำคัญของการทำงานเป็นทีม สมาชิกทุกคนในทีมควรไว้วางใจซึ่งกันและกันได้ซื่อสัตย์ต่อกัน สื่อสารกันอย่างเปิดเผย ไม่มีลับลมคมใน

2.3. มีการมอบหมายงานอย่างชัดเจน สมาชิกทีมงานเข้าใจวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และยอมรับภารกิจหลักของทีมงาน

2.4. บทบาท(Role) สมาชิกแต่ละคนเข้าใจและปฏิบัติตามบทบาทของตน และเรียนรู้เข้าใจในบทบาทของผู้อื่นในทีม ทุกบทบาทมีความสำคัญ รวมทั้งบทบาทในการช่วยรักษาความเป็นทีมงานให้มั่นคง เช่น การประนีประนอม การอำนวยความสะดวก การให้กำลังใจ เป็นต้น

2.5. วิธีการทำงาน (Work Procedure) สิ่งสำคัญที่ควรพิจารณา คือ
2.5.1 การสื่อความ (Communication) การทำงานเป็นทีมอาศัยบรรยากาศ การสื่อความที่ชัดเจนเหมาะสมซึ่งจะทำให้ทุกคนกล้าที่จะเปิดใจ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน จนเกิดความเข้าใจ และนำไปสู่การทำงานที่มีประสิทธิภาพ
2.5.2 การตัดสินใจ (Decision Making) การทำงานเป็นทีมต้องใช้การตัดสินใจร่วมกัน เมื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกในทีมแสดงความคิดเห็น และร่วมตัดสินใจแล้ว สมาชิกย่อมเกิดความผูกพันที่จะทำในสิ่งที่ตนเองได้มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น
2.5.3 ภาวะผู้นำ (Leadership) คือ บุคคลที่ได้รับการยอมรับจากผู้อื่น การทำงานเป็นทีมควรส่งเสริมให้สมาชิกทุกคนได้มีโอกาสแสดงความเป็นผู้นำ (ไม่ใช่ผลัดกันเป็นหัวหน้า) เพื่อให้ทุกคนเกิดความรู้สึกว่าได้รับการยอมรับ จะได้รู้สึกว่าการทำงานเป็นทีมนั้นมีความหมาย ปรารถนาที่จะทำอีก
2.5.4 การกำหนดกติกา หรือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่จะเอื้อต่อการทำงานร่วมกันให้บรรลุเป้าหมาย ควรเปิดโอกาสให้สมาชิกได้มีส่วนร่วม ในการกำหนดกติกา หรือกฎเกณฑ์ที่จะนำมาใช้ร่วมกัน

2.6. การมีส่วนร่วมในการประเมินผลการทำงานของทีม ทีมงานควรมีการประเมินผลการทำงาน เป็นระยะ ในรูปแบบทั้งไม่เป็นทางการ และเป็นทางการ โดยสมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมในการประเมินผลงาน ทำให้สมาชิกได้ทราบความก้าวหน้าของงาน ปัญหา อุปสรรคที่เกิดขึ้น รวมทั้งพัฒนากระบวนการทำงาน หรือการปรับปรุงแก้ไขร่วมกัน ซึ่งในที่สุดสมาชิกจะได้ทราบว่าผลงานบรรลุเป้าหมาย และมีคุณภาพมากน้อยเพียงใด

2.7. การพัฒนาทีมงานให้เข้มแข็ง
2.7.1 พัฒนาศักยภาพทีมงาน ด้วยการสร้างแรงจูงใจทางบวก สมาชิกมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มีการจัดกิจกรรมสร้างพลังทีมงาน เกิดความมุ่งมั่นที่จะทำงานให้ประสบผลสำเร็จ
2.7.2 การให้รางวัล ปัจจุบันการพิจารณาผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานไม่เอื้อต่อการทำงานเป็นทีม ส่วนใหญ่จะพิจารณาผลการทำงานเป็นรายบุคคล ดังนั้นระบบรางวัลที่เอื้อต่อการทำงานเป็นทีม คือ การที่ทุกคนได้รางวัลอย่างยุติธรรมทุกคน คือ ควรสนับสนุนการให้รางวัลแก่การทำงานเป็นทีมในลักษณะที่ว่างอยู่บนพื้นฐานการให้รางวัลกับกลุ่ม

3.ในฐานะที่ท่านเป็นครูท่านจะนำวิธีการทำงานเป็นทีมไปประยุกต์ใช้กับการสอนได้อย่างไร
การสอนให้นักเรียนรู้จักหลักการทำงานเป็นทีม เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการทำงานในอนาคตและการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม

ใบงานที่ ๓

ให้นักศึกษาอธิบายในประเด็นดังต่อไปนี้
1.ความหมายองค์กรและองค์การ
องค์กร (organ)บุคคล คณะบุคคล หรือสถาบันซึ่งเป็นส่วนประกอบของหน่วยงานใหญ่ที่ทำหน้าที่สัมพันธ์กันหรือขึ้นต่อกัน เช่น คณะรัฐมนตรีเป็นองค์กรบริหารของรัฐ สภาผู้แทนราษฎรเป็นองค์กรของรัฐสภา ในบางกรณี องค์กร หมายความรวมถึงองค์การด้วย

องค์การ (organization) ศูนย์รวมกลุ่มบุคคลหรือกิจการที่ประกอบกันขึ้นเป็นหน่วยงานเดียวกัน เพื่อดำเนินกิจการตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในกฎหมาย หรือตราสารจัดตั้ง ซึ่งอาจเป็นหน่วยงานของรัฐ เช่น องค์การของรัฐบาล หน่วยงานเอกชน เช่น บริษัทจำกัด สมาคม หรือหน่วยงานระหว่างประเทศ เช่น องค์การสหประชาชาติ

สรุป องค์กรเป็นส่วนหนึ่งขององค์การ
2.องค์ประกอบของการสื่อสาร
1. ผู้ส่ง ผู้สื่อสาร หรือต้นแหล่งของการส่ง (Sender, Communicatior or Source) เป็นแหลหรือผู้ที่นำข่าวสารเรื่องราว แนวความคิด ความรู้ ตลอดจนเหตุการณ์ต่าง ๆ เพื่อส่งไปยังผู้รับซึ่งอาจเป็นบุคคลหรือกลุ่มชนก็ได้ ผู้ส่งนี้จะเป็นบุคคลเพียงคนเดียว กลุ่มบุคคลหรือสถาบัน โดยอยู่ในลักษณะต่าง ๆ ได้หลายอย่าง
2. เนื้อหาเรื่องราว (Message) ได้แก่ เนื้อหาของสารหรือเรื่องราวที่ส่งออกมา เช่น ความรู้ ความคิด ข่าวสาร บทเพลง ข้อเขียน ภาพ ฯลฯ เพื่อให้ผู้รับรับข้อมูลเหล่านี้
3. สื่อหรือช่องทางในการนำสาร (Media or Channel) หมายถึง ตัวกลางที่ช่วยถ่ายทอดแนวความคิด เหตุการณ์ เรื่อราวต่าง ๆ ที่ผู้ส่งต้องการให้ไปถึงผู้รับ
4. ผู้รับหรือกลุ่มเป้าหมาย (Receiver or Target Audience) ได้แก่ ผู้รับเนื้อหาเรื่องราวจากแหล่งหรือที่ผู้ส่งส่งมา ผู้รับนี้อาจเป็นบุคคล กลุ่มชน หรือสถาบันก็ได้
5. ผล (Effect) หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นจากการที่ผู้ส่งส่งเรื่องราวไปยังผู้รับ ผลที่เกิดขึ้นคือ การที่ผู้รับอาจมีความเข้าใจหรือไม่รู้เรื่อง ยอมรับหรือปฏิเสธ พอใจหรือโกรธ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นผลของการสื่อสาร และจะเป็นผลสืบเนื่องต่อไปว่าการสื่อสารนั้นจะสามารถบรรลุผลตามจุดมุ่งหมายหรือไม่ ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับทัศนคติของผู้รับ สื่อที่ใช้ และสถานการณ์ในการสื่อสารเป็นสำคัญด้วย
6. ปฏิกริยาสนองกลับ (Feedback) เป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องจากผลซึ่งผู้รับส่งกลับมายังผู้ส่งโดยผู้รับอาจแสดงอาการให้เห็น เช่น ง่วงนอน ปรบมือ ยิ้ม พยักหน้า การพูดโต้ตอบ หรือการแสดงความคิดเห็น เพื่อเป็นข้อมูลที่ทำให้ผู้ส่งทราบว่า ผู้รับมีความพอใจหรือมีความเข้าใจในความหมายที่ส่งไปหรือไม่ปฏิกริยาสนองกลับนี้คือข้อมูลย้อนกลับอันเกิดจากการตอบสนองของผู้รับที่ส่งกลับไปยังผู้ส่งนั่นเอง
3.การสื่อสารมีช่องสื่อสารอย่างไรบ้าง
1.สื่อสิ่งพิมพ์ 2.วิทยุ โทรทัศน์ 3.จานดาวเทียม 4.เครื่องมือสื่อสาร เช่น โทรศัพท์ วิทยุสื่อสาร ฯลฯ
4.วัตถุประสงค์ของการสื่อสารมีอะไรบ้าง
1. เพื่อรับข้อมูลและสารสนเทศจากแหล่งกำเนิดข้อมูล
2. เพื่อส่งและกระจายข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว
3. เพื่อลดเวลาการทำงาน
4. เพื่อการประหยัดค่าใช้จ่ายในการส่งข่าวสาร
5. เพื่อช่วยขยายการดำเนินการองค์การ
6. เพื่อช่วยปรับปรุงการบริหารขององค์การ
5.ในฐานะที่เป็นนักศึกษาครูจะนำวิธีการสื่อสารไปใช้ได้อย่างไร
การใช้สื่อเหล่านี้ในการเรียนการสอนให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเน้นในเรื่องของการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนทั้งทางด้านความรู้และด้านทักษะกระบวนการต่างๆ ให้นักเรียนสามารถใช้สื่อได้อย่างถุกต้อง

ใบงานที่ ๒

เรื่อง ภาวะผู้นำในการบริหารการศึกษา
1. นักศึกษาให้ความหมาย ผู้นำ ผู้บริหาร เหมือนหรือต่างกันอย่างไร
ความแตกต่างระหว่างผู้นำกับผู้บริหารสามารถเปรียบเทียบได้ดังนี้
ผู้บริหาร (ผู้จัดการ) ผู้นำ


1. รักษาระบบงานให้เหมือนเดิม พัฒนาระบบงานให้ดีขึ้น


2. บริหาร และจัดการงานที่มีอยู่ สร้างสรรค์งานใหม่ๆ ตามความจำเป็นของธุรกิจ


3. ควบคุมคนให้ทำงาน เสริมแรงจูงใจให้คนอยากทำงาน


4. ตั้งคำถามว่า อะไร เมื่อไร ตั้งคำถามว่า อย่างไร เพราะอะไร


5. เลียนแบบการทำงานของนาย บุกเบิก เพิ่มวิธีทำงานใหม่ๆ ที่ทำให้งานดีขึ้น


6. ยึดมั่นกับสถานภาพที่มีอยู่ ท้าทายกับสิ่งใหม่ๆ คิดว่า จะทำให้ดีกว่าเดิมได้อย่างไร


7. เน้นผลงานระยะสั้น เพื่อหน้าตา มุ่งผลระยะยาว เพื่อส่วนรวม


8. ทำงานให้ “เสร็จ” ทำงานให้ “สำเร็จ”


2. นักศึกษาสรุปบทบาทและภาระหน้าที่ของผู้นำ
บทบาทและภาระหน้าที่ของผู้นำจะต้องเดินไปควบคู่กันไปโดยจะต้องมีปฏิสัมพันธ์พร้อมกับการตัดสินใจในเรื่องต่างๆกดัวย
3. นักศึกษาจะมีวิธีการพัฒนาภาวะผู้นำของนักศึกษาได้อย่างไร
การเข้าใจถึงบทบาทของตนเองก่อนเมื่อทราบถึงบทบาทแล้ว ก็สามารถที่จะปรับปรุงและพัฒนาศักยภาพของตนเองให้เข้ากับบทบาทหน้าที่
4. นักศึกษากล่าวถึงภาวะผู้นำสมัยใหม่จะต้องมีวิธีคิดอย่างไร
เป็นคนที่ทันสมัยพร้อมกับรักษาสิ่งเดิมไว้เพื่อนำมาประยุกต์ใช้เข้าด้วยกัน และยังเป็นคนมองกาลไกลีกด้วย
5. นักศึกษาคิดว่า ประสิทธิภาพของภาวะผู้นำที่ดีควรทำอย่างไร
1 ต้องยอมรับความคิดเห็นของบุคคลอื่นๆ
2 กล้าที่จะตัดสินใจ
3 รู้จักการแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้น

ใบงานที่ ๑

ใบงานครั้งที่ 1
ทฤษฎีและหลักการจัดการบริหารการศึกษา
1. นักศึกษาให้คำนิยาม การบริหาร การบริหารการศึกษา

คำว่า “การบริหาร” สรุปได้ 6 ลักษณะดังนี้
การบริหาร คือ ศิลปะของการทำงานให้สำเร็จโดยใช้บุคคลอื่น
การบริหาร คือ การทำงานของคณะบุคคล ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ที่ร่วมกันปฏิบัติการให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน
การบริหาร คือ การที่บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปร่วมกันทำงาน เพื่อจุดประสงค์อย่างเดียวกัน
การบริหาร คือ การจัดกิจกรรมที่บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปร่วมกันดำเนินการให้บรรลุจุดประสงค์ร่วมกัน
การบริหาร คือ การใช้ศาสตร์และศิลปะนำทรัพยากรการบริหาร (Administrative resource) มาประกอบการตามกระบวนการบริการ( Process of administration ) ให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ
การบริหาร คือศิลปะในการทำให้สิ่งต่างๆได้รับการกระทำจนเป็นผลสำเร็จ หมายความว่าผู้บริหารไม่ใช่ผู้ปฏิบัติ แต่ใช้ศิลปะทำให้ผู้ปฏิบัติงานทำงานจนเป็นผลสำเร็จตรงตามจุดหมายขององค์การ หรือตรงตามจุดหมายที่ผู้บริการตัดสินใจเลือกแล้ว

การบริหารการศึกษา คือ กิจกรรมต่างๆที่บุคคลหลายคนร่วมมือกันดำเนินการเพื่อพัฒนาเด็ก เยาวชน ประชาชน หรือสมาชิกของสังคมในทุกๆด้าน เช่น ความสามารถ ทัศนคติ พฤติกรรม ค่านิยม หรือคุณธรรม ทั้งในด้านการสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ เพื่อให้บุคคลดังกล่าวเป็นสมาชิกที่ดีและมีประสิทธิภาพของสังคม โดยกระบวนการต่างๆ ทั้งที่เป็นระเบียบแบบแผน และไม่เป็นระเบียบแบบแผน
จากสรุปของ “การบริหารการศึกษา” หมาถึง ดำเนินงานของกลุ่มบุคคล ซึ่งอาจเป็นการดำเนินงานของครูใหญ่ร่วมกับครูน้อยในโรงเรียน อธิการบดีร่วมกับอาจารย์ในมหาวิทยาลัย กลุ่มบุคคลเหล่านี้ต่างร่วมมือกันพัฒนาคนให้มีคุณภาพทั้งสิ้น การจะพัฒนาคนให้มีคุณภาพได้นั้น จะต้องมีการดำเนินการในการเรียนการสอน การจัดกิจกรรมการวัดผล การจัดอาคารสถานที่และพัสดุครุภัณฑ์การสรรหาบุคคลมาดำเนินการหรือมาทำการสอนในสถาบันการศึกษา การปกครองนักเรียนเพื่อให้นักเรียนเป็นคนดีมีวินัย และอื่นๆ ซึ่งการดำเนินงานเหล่านี้รวมเรียกว่า “ภารกิจทางการบริหารการศึกษา”

2. นักศึกษาอธิบายคำว่าศาสตร์และศิลป ยกตัวอย่างประกอบ
ศาสตร์ หมายถึงความรู้ที่มีพื้นฐานมาจากความเป็นจริง สามารถพิสูจน์ให้เห็นจริงได้ และเป็นจริงเสมอ ทั้งยังเป็นความรู้ที่ถาวรตลอดไป เช่น พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทาง ทิศตะวันตกเสมอ วัตถุชนิดเดียวกันมีมวลไม่เท่ากันย่อมมีน้ำหนักไม่เท่ากัน
ส่วนศิลปะ หมายถึง ฝีมือ ฝีมือทางการช่าง การแสดงออกซึ่งอารมณ์สะเทือนใจให้ปรากฏเห็น โดยเฉพาะหมายถึงงานวิจิตรศิลป์ ซึ่งแสดงออกด้วยความคิดและฝีมืออย่างยอดเยี่ยมจนปรากฏออกมาเป็นผลงานที่งดงามและเกิดอารมณ์สะเทือนใจ เช่นการวาดภาพนรกที่เกิดจากความคิดของผู้วาด แต่ในความเป็นจริงไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีอยู่จริง

3. นักศึกษากล่าวสรุปการวิวัฒนาการบริหารอย่างย่อ ๆพอสังเขป
วิวัฒนาการของการบริหารวิวัฒนาการของการบริหาร มีทั้งหมด 4 ยุค แต่ละยุดจะมีการใช้หลัดการและทฤษฎีของบุคคลต่างๆ ที่มีแนวความคิดที่หลากหลายทำให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
4. นักศึกษาอธิบายทฤษฎีมาสโลว์ ทฤษฎีภาวะผู้นำ ทฤษฎีX ทฤษฎีY
แนวความคิดนี้เป็นของมาสโลว์ (Maslow) ที่ได้อธิบายถึงลำดับความต้องการของมนุษย์ โดยที่ความต้องการจะเป็น ตัวกระตุ้นให้มนุษย์แสดงพฤติกรรมเพื่อไปสู่ความต้องการนั้น ดังนี้ถ้าเข้าใจความต้องการของมนุษย์ก็สามารถ อธิบายถึงเรื่องแรงจูงใจของมนุษย์ได้เช่นเดียวกัน


ในเรื่องความต้องการ (Need) ของมนุษย์ ถ้าเรามีความเข้าใจเรื่องความต้องการของมนุษย์แล้ว เราจะสามารถเข้าใจ พื้นฐานพฤติกรรมของมนุษย์ได้มากยิ่งขึ้น
ความต้องการของมนุษย์ตามแนวความคิดของมาสโลว์ (Maslow) มาสโลว์ ได้แบ่งความต้องการของมนุษย์ออกเป็น 5 ขั้นเรียงตามลำดับ ดังนี้
ขั้นที่ 1 ความต้องการทางกาย (Physiological Needs) คือความต้องการปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต
ขั้นที่ 2 ความต้องการความ มั่นคงปลอดภัย (Safety and Security Needs) คือความต้องการที่จะมีชีวิต ที่มั่นคง ปลอดภัย
ขั้นที่ 3 ความต้องการความรักและการเป็นที่ยอมรับของกลุ่ม (Love and Belonging Needs) มนุษย์เมื่อเข้าไปอยู่ในกลุ่มใดก็ต้องการให้ตนเป็นที่รักและยอมรับในกลุ่มที่ตนอยู่
ขั้นที่ 4 ความต้องการได้ รับการยกย่องจากผู้อื่น (Self -Esteem Needs) เป็นความต้องการในลำดับต่อมา ซึ่งความต้องการในชั้นนี้ถ้าได้รับจะก่อให้เกิดความภาคภูมิใจใจตนเอง
ขึ้นที่ 5 ความต้องการในการเข้าใจและรู้จักตนเอง (Self-Actualization Needs) เป็นความต้องการชั้นสูงของมนุษย์ ซึ่งน้อยคนที่จะประสบได้ถึงขั้นนี้
มาสโลว์ได้กล่าวเน้นว่า ความต้องการต่าง ๆ เหล่านี้ต้องเกิดเป็นลำดับขั้น และจะไม่มีการข้ามขั้น ถ้าขั้นที่ 1 ไม่ได้รับการตอบสนอง ความต้องการในลำดับขั้นที่ 2-5 ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้ การตอบสนองที่ได้รับในแต่ละขั้นไม่จำเป็นต้องได้รับทั้ง 100% แต่ต้องได้รับบ้างเพื่อจะได้เป็นบันไดนำไปสู่การพัฒนาความต้องการในระดับที่สูงขึ้นในลำดับขั้นต่อไป
ทฤษฎีภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วมได้เสนอแนะว่าแบบแผนภาวะผู้นำในอุดมคตินี้ เป็นแบบแผนที่ให้การยอมรับว่าสิ่งที่บุคคลอื่นให้ความร่วมมือมาจะต้องนำมาพิจารณา ผู้นำเหล่านี้จะส่งเสริมความร่วมมือและการช่วยเหลือจากสมาชิกของกลุ่ม และเพื่อช่วยให้สมาชิกกลุ่มมีความรู้สึกมีความหมายและผูกพันต่อกระบวนการตัดสินใจอย่างไรก็ตาม ผู้นำทฤษฎีความร่วมมือนี้จะเก็บรักษาสิ่งที่ถูกต้องไว้แต่ในขณะเดียวก็อนุญาตให้สมาชิกมีส่วนร่วม
ดักลาส แมคเกรเกอร์ (Douglas McDragor) นักพฤติกรรมศาสตร์ชาวอเมริกัน ได้แสดง
ทัศนะที่เป็นสสมมุติฐานพื้นบานที่ผู้บริหารทุกคนควรจะมีความรอบรู้และทำความเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ จำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ
1 ทฤษฎีเอ็กซ์ (X) เป็นการแสดงทัศนะสมมมุติฐานเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ว่ามักจะมีพฤติกรรมเป็นลบ ดังนี้
- มีความเชื่อว่าไม่ชอบการทำงาน จึงมีการหลีกเลี่ยงงานอยู่เป็นประจำโดยยึดถือแนวความคิดที่จะทำงานให้น้อย ที่สุดเท่าที่จะทำได้

มักขาดความทะเยอทะยาน
ไม่สนใจต่อผลได้เสียขององค์การ
ชอบเอาเปรียบเพื่อนร่วมงาน
ดังนั้น ผู้บริหารที่จะต้องกำกับดูแล โดยใช้เทคนิคดังต่อไปนี้

ผู้บริหารอาจมีท่าทีแข็งกร้าว มีการควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด
ผู้บริหารต้องมีทีท่าเด็ดขาดแต่แฝงด้วยความยุติธรรม
บางครั้งการแก้ไขปัยหาดดยวิธีการละมุนละม่อมอาจทำให้การทำงานไม่ได้ผล ผู้
บริหารต้องใช้ความรุนแรงบ้างในบางโอกาส
2 ทฤษฎีวาย (Y) จะมีแนวความคิดเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ด้านบวก ดังนั้นพฤติกรรมของผู้บริหารมักจะมีลักษณะ ดังนี้

ให้อิสระในการทำงาน และให้มีส่วนร่วมในการทำงาน
ให้หลักการจูงใจมากกว่าวิธีการขู่เข็ญบังคับ
ให้การเสริมแรงบวกด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การมอบรางวัลตอบแทนตามความเหมาะสม

5. ทฤษฎีอธิบายมนุษยสัมพันธ์และแรงจูงใจ
ทฤษฎีมนุษยสัมพันธ์เป็นแนวคิดทางการบริหารที่เกิดขึ้นในช่วง ค.ศ. 1974 มาจนถึง ค.ศ. 1950 พื้นฐานความคิดทางการบริหารกล่าวได้ว่า Elton Mayo เป็นบุคคลแรกที่มำให้แนวความคิดทางการบริหารเปลี่ยนแปลงไป มนุษย์เป็นสังคม มีความต้องการให้ความคิดของตัวเองเป็นจริง เน้นการจูงใจElton Mayo ได้ทำการทดลอง ที่เป็นที่รู้จักในนาม ฮอธอร์น ศึกษาที่โรงงานฮอธอร์น ของบริษัท เวสเทอร์น อิเล็กตริก เริ่มในปี พ.ศ. 1924 – 1927 ผลการศึกษา1. สถานที่ของห้องทำงาน เรื่องของแสงสว่างที่มีมีผลต่อการเพิ่มผลผลิต2. กลุ่มมีผลต่อการปฏิบัติงานของคน3. ระบบสังคมหรือสภาพแวดล้อมในที่ทำงานมีผลกระทบต่อผลงานของคน4. ทัศนคติของพนักงานมีผลต่อการผลิตของงาน